ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์พรีเมียร์ลีก อังกฤษอาร์เซน่อลเชลซีแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เชลซี อาร์เซน่อล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำไมต้องแย้งไป ยูโรป้า กันด้วย

ยูไนเต็ด ทำไมต้องแย้งไป ยูโรป้า

เชลซี อาร์เซน่อล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทำไมต้องแย้งไป ยูโรป้า กันด้วย เห็นผลงาน 5 เกมล่าสุดใน พรีเมียร์ลีก ของ 4 ทีมลำดับที่ 3 ถึง 6 แล้วต้องบอกว่าการลุ้นจัดอันดับใน 2-3 เกมสุดท้ายของฤดูกาลช่างสนุกสนานกว่าที่คิดไว้

เพราะ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์, เชลซี, อาร์เซน่อล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด มีความพ่ายแพ้แทรกอยู่ทั้งหมด ราวกับว่าเกรงอกเกรงใจกัน กลัวเพื่อนตามไม่ทัน ถ้าเป็นนักเรียน ก็เหมือนพวกเขาลอกข้อสอบ

เดี๋ยวก็ได้ไป ไม่ต้องแย่งกัน สภาพทีมที่กำลังชิงพื้นที่อันดับ 4 พรีเมียร์ลีก ถ้าว่ากันแบบไม่เข้าข้างใคร เข้าไป แชมเปี้ยนส์ ลีก เดี๋ยวก็ร่วงลงมาจากรอบแบ่งกลุ่มนั่นแล

ว่ากันตามตรง ไม่มีใครไม่อยากไป ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เพียงแต่ผลงานที่ออกมามันไม่ได้ดั่งใจ 3 ใน 4 ทีมเหล่านี้อาจได้รับผลกระทบจากฟุตบอลยุโรปกลางสัปดาห์ เพราะกำลังขับเคี่ยวในรอบลึก และต้องโรเตชั่น แต่มันอาจมีอีกหลายเหตุผลที่พวกเขามองว่า ยูโรปา ก็ไม่เลวนัก

เพื่อล้างไพ่ ทดลองใจว่าใครรักทีม

อันที่จริง ทั้ง เชลซี, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และ อาร์เซน่อล ก็ทดสอบจิตใจผู้เล่นบ่อยครั้งในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แต่แฟนๆ ไม่ค่อยได้ยินข่าวว่า ถ้าคนนั้นคนนี้ไม่ได้ไป แชมเปี้ยนส์ ลีก ก็จะย้ายทีม เห็นเพียงแค่ข่าวลือ เพราะแต่ละคนต่างก็รู้ตัวดีว่าพวกเขาคือผลกระทบที่ทำให้ทีมตกที่นั่งลำบากอย่างนั้น

โอซิล มีค่าเหนื่อยราคาแพงระดับต้นๆ ใน พรีเมียร์ลีก นอกจาก อาร์เซน่อล ก็คงมีเพียง เชลซี, แมนฯ ซิตี้, แมนฯ ยูไนเต็ด เท่านั้นที่รับได้ หากเป็นทีมอื่นนอกเครือจักรภพ ก็คงมีอีกไม่เท่าไร ไม่ว่าจะรักหรือไม่รัก เขาก็จะไม่ไปจากที่นี่จนกว่าจะหมดสัญญา

แน่นอนว่าถ้วยใหญ่ดีกว่า แต่ถ้าไม่ได้ก็ไม่เป็นไร และมีอีกหลายเหตุผลที่พวกเขาเลือกอยู่กับทีมไม่ว่าถ้วยไหน เช่น เมซุต โอซิล เขามีค่าเหนื่อยราคาแพงที่ทีมอื่นยากจะรับได้ และมีชีวิตดีๆ ในลอนดอน ส่วน เอแด็น อาซาร์ เขามักจะพูดว่ามีความสุข และดูเหมือนเขามีอะไรติดค้าง เชลซี สักอย่าง ทำให้เขายังไม่ย้ายไปไหน เพียงแค่ในสายตาคนอื่น พวกเขาน่าจะได้แสดงฝีเท้าในรายการที่ยิ่งใหญ่กว่านี้

เพื่อให้โอกาสเยาวชนได้สัมผัสเกมระดับยุโรป

สำหรับทีมใหญ่ การเจอทีมหมูกรอบในรอบแรกๆ ของทุกถ้วยทั้งในและนอกประเทศคือการทดสอบดาวรุ่งว่าคู่ควรกับการแข่งขันที่จะช่วยยกระดับตัวเองหรือยัง การลงเล่นทุก 3-4 วันนั้นหนักเกินไป โรเตชั่นเป็นเรื่องจำเป็น โดยเฉพาะถ้าพวกเขามีนักเตะระดับอายุมากกว่า 30 ปีเป็นตัวหลัก การใช้งานนักเตะเหล่านั้นรวม 50-60 เกมต่อฤดูกาลจะทำให้พวกเขายืนระยะไม่ได้ในช่วงปลาย อาจจะยกเว้น แอชลี่ย์ ยัง ที่มีความฟิตพิเศษกว่าใคร

คริสเตนเซ่น กลายเป็นสำรองทันทีที่ ซาร์รี่ เข้ามาคุมทัพ ทั้งที่เพิ่งได้รับความไว้วางใจปรับสัญญาใหม่เมื่อซีซั่นก่อน ฤดูกาลนี้ เป็นตัวจริงในลีกเพียง 5 เกม แต่ลงเล่น ยูโรปา เต็มทั้ง 12 นัด

อาร์เซน่อล ของ อูไน เอเมรี่ เป็นหนึ่งในทีมที่ชัดเจนเรื่องการโรเตชั่น เขาพยายามปรับแผนเพื่อความเหมาะสมกับคู่แข่ง และเพื่อเป้าหมาย ในฐานะผู้เชี่ยวชาญถ้วยใบนี้ กุนซือชาวสเปนปรับทัพจนแฟนๆ ยังงงว่าทำไมไม่เอาอันดับ 4 แต่ทุ่มเทไปที่ ยูโรปา สุดพลัง ถึงขนาดเปลี่ยนทีมเกือบทั้งหมด รวมผู้รักษาประตู คงไว้แค่ 3 ตำแหน่งให้ลูกทีมได้พักจนแพ้ คริสตัล พาเลซ และแพ้ในลีกรวด 3 เกมยังไม่ฟื้น

เชลซี ก็อยู่ในสภาพใกล้เคียงกัน ทีมขนาดใหญ่ มีแข้งให้เลือกใช้งานหลากหลาย เมาริซิโอ ซาร์รี่ จึงจัดทัพไว้เล่นกลางสัปดาห์ชุดหนึ่ง และ พรีเมียร์ลีก อีกชุด อย่างเกมกับ สลาเวีย ปราก ในรอบก่อนรองชนะเลิศ ถ้าไม่เพราะการออกเยือนนัดแรกตุนสกอร์ไว้น้อย ขากลับในบ้าน อาซาร์ ก็คงไม่มีชื่อ เหมือนรอบที่เจอ ดินาโม เคียฟ

ขาประจำในถ้วย ยูโรปา คือ คัลลั่ม ฮัดสัน โอดอย, รอสส์ บาร์คลี่ย์, รูเบน ลอฟตัส ชี้ค, เอแมร์สัน พัลมิเอรี่ และ อันเดรียส คริสเตนเซ่น ไม่ใช่ไม่อยากเล่นหรือแกล้งแพ้ แต่เพื่อให้แข้งอายุน้อยได้ทดลองเกม พิสูจน์ตัวเอง และมีบทบาทบ้าง

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ก็ทำเช่นเดียวกันกับถ้วยในประเทศรอบแรกๆ ด้วยการใช้ทีมผสม แต่ก็พลาดท่าตกรอบไปอย่างรวดเร็ว

เพื่อซ้อมไป แชมเปี้ยนส์ ลีก

เชลซี อาร์เซน่อล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมในจะสามารถคว้าโคต้าในตอนจบ

 

แชมป์สมัยเดียวอาจเรียกว่าโชคช่วย แต่ 3 สมัยน่าจะเรียกได้ว่าเชี่ยวชาญ และมันจะเกิดขึ้นอีกครั้งหรือไม่ที่ อาร์เซน่อล ปิดตาเดา ตอนนี้แฟนๆ ไม่น้อยเริ่มเห็นภาพคู่ชิงแล้ว แต่ผู้ชนะยังยากจะบอกได้

ถ้วยยุโรปที่เป็นที่สุดสำหรับทุกทีมก็คือ แชมเปี้ยนส์ ลีก ถ้าเลือกได้โดยที่ไม่ต้องใช้อันดับในตารางคะแนนตัดสิน ก็ไม่มีใครอยากเป็นรองใคร และไม่มีทีมไหนเลือกไป ยูโรปา แม้กระทั่ง วูล์ฟส์ หรือ เลสเตอร์ ก็ถือว่าทดสอบทุกอย่าง ทั้งนักเตะ ดาวรุ่ง วัยเก๋า ทดสอบระบบ ทอสอบฝีมือของกุนซือทั้งที่มาใหม่และเพิ่งมา ให้ได้รับประสบการณ์อย่างถ้วนทั่ว โดยเฉพาะคนที่คุ้นเคยกับถ้วยเล็ก ดูว่าเจ๋งจริงหรือที่เคยได้แชมป์เพราะฟลุ้ก

เมื่อเคยชินกับการลงเล่นทุก 3-4 วัน ฤดูกาลหน้าก็จะวางแผนใหม่ และปรับตัวได้ถูกต้อง จะได้เห็นไปเลยว่าต้องขนซื้อเอาไว้เผื่อ 2 ชุดหรือจะยืนระยะด้วยผู้เล่น 25 คน ก็แล้วแต่นโยบายและข้อตกลงของแต่ละทีม ว่าไปนั่น

เพื่อแชมป์สักใบ และไป แชมเปี้ยนส์ ลีก ทางลัด

ฤดูกาลที่ มูรินโญ่ พา “ปิศาจแดง” เป็นแชมป์ถ้วยนี้ก็เพื่อไม่ให้ทีมจบลงอย่างว่างเปล่า และเมื่อเข้ารอบลึก ชื่อเสียงของทีมที่เคยเป็นถึงแชมป์ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก จะเสียไม่ได้ พวกเขามีแต่ต้องเดินหน้า และได้อะไรปลอบใจนิดหน่อย

ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ทีมจากแดนผู้ดีเข้าชิง ยูโรปา ได้ถึง 4 ครั้ง เป็นรองเพียงแค่ทีมจากสเปน ที่เข้าไปถึง 6 ครั้ง และคว้าแชมป์ได้ทั้งหมด ครึ่งหนึ่งคือ เซบีย่า ที่นำทัพโดย เอเมรี่ นั่นเอง อีกครึ่งเป็นของ แอตเลติโก้ มาดริด

ทั้ง 4 ครั้งนั้นมีทีมหน้าตาแตกต่างกัน 4 ทีม ฟูแล่ม, ลิเวอร์พูล, เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่ง 2 ทีมด้านหลังได้แชมป์ไป และพวกเขาไม่ได้ทำทางลัดไปถ้วยใหญ่ เพราะเมื่อจบฤดูกาลก็มีอันดับดีพอ แต่ว่ากันตามตรง ด้วยสิทธิ์ที่ ยูฟ่า มอบให้เพื่อจูงใจทีมใหญ่ที่ร่วงตกมาจากรอบแบ่งกลุ่มของ แชมเปี้ยนส์ ลีก ถ้วยนี้ก็ดูน่าสนใจขึ้นมาก

มันก็ไม่น่าเกลียดตรงไหน ไม่ว่าทางลัดหรือทางอ้อม เมื่อสุดท้ายเป้าหมายปลายทางอยู่ที่เดียวกัน และการจบเป็นแชมป์ถ้วยเล็กยังได้เข้ารอบแบ่งกลุ่มไปเลย ไม่ต้องมาตื่นเต้นกับรอบเพลย์ออฟ

ที่ว่ามาทั้งหมด ดูเหมือนประชด แต่อาจเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นจริงกับทีมใหญ่บางทีม ที่ใช้โอกาสนี้ทำในหลายสิ่งที่ทำไม่ได้ถ้าต้องเล่น แชมเปี้ยนส์ ลีก และเพราะว่าพวกเขาได้เผชิญกันมันมาแล้ว จะไปอีกสักครั้งหรือสิบครั้งก็คงไม่เป็นไร

การโดนติดป้ายขาประจำ ยูโรปา ไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่การพออกพอใจในจุดที่อยู่นั่นต่างหากที่น่ากลัว และสิ่งที่แฟนๆ อยากเห็นก็คือความทะเยอทะยานที่จะพาทีมออกมาจากจุดเดิมด้วยพัฒนาการในฐานะทีมที่ยิ่งใหญ่ ที่ได้กลับสู่ถ้วยใบใหญ่อีกครั้ง

Tags
Back to top button
Close