พรีเมียร์ลีก อังกฤษแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

5 สิ่งที่พลิกชะตา ทีมฟุตบอล ปีศาจแดง กับความเปลี่ยนแปลงใน 50 วันของผู้นำคนใหม่

วันที่ 18 ธันวาคมปี 2018 เป็นวันที่แฟนบอลทีม ทีมฟุตบอล ปีศาจแดง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บางส่วนน่าจะมีความสุขในระดับหนึ่งเลย หลังจากมีการปลด โชเซ่ มูรินโญ่ ออกจากทีมในฐานะกุนซือที่ทำผลงานได้อย่างน่าผิดหวัง

ก่อนจะมีการแต่งตั้ง โอเล่ กุนนาร์ โซลชา อดีตนักเตะของทีมในยุคของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน เล่นในตำแหน่งพิเศษ “ซูเปอร์ซับ” เข้ามาเป็นผู้จัดการทีมชั่วคราว โดยมีหน้าที่เก็บซากที่วางกองอยู่ในแคร์ริงตัน เอามาปัดฝุ่นประกอบใหม่

ซึ่งจากวันนั้น ผ่านมาจนวันนี้ราวๆ 50 วัน เราได้เห็นกันไปแล้วว่ามีอะไรที่เกิดขึ้นบ้าง

หนึ่งเลยคือผลการแข่งขัน นับตั้งแต่วันนั้นมาจนถึงปัจจุบัน แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ยังไม่แพ้ให้ใครเลย รวมถึงการผ่านทั้ง ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ และการทุบ อาร์เซน่อลถึงถิ่นในเกมบอลถ้วย

ล่าสุดบุกไปเอาชนะ เลสเตอร์ ซิตี้ 1-0 แบบที่ภาพรวมถือว่าไม่ดีนัก มีเรื่องให้ตำหนิมากมาย แต่สุดท้าย พวกเขาก็สามารถเก็บ 3 คะแนน และพาตัวเองขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 5 ของตารางได้เสียที

ทีมฟุตบอล ปีศาจแดง เปลี่ยนไป นับตั้งแต่ที่กุนซือชาวนอร์เวย์ เข้ามาเป็นหัวเรือใหญ่ของทีม

1.แท็กติก

โซลชา

หลังจากที่ โซลชา เข้ามาอยู่กับทีม ระบบการเล่นก็ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรจากเดิมไปมากนัก พวกเขายังคงใช้หลัง 4 ในระบบ 4-3-3 แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม คือการทำหน้าที่ในตำแหน่งกองกลางแต่ละคนมากกว่า

ในยุคสมัยที่ มูรินโญ่ เป็นกุนซือ กองกลางของทีม ไม่ว่าใครที่ได้รับโอกาสลงสนามมา จะต้องลงไปเล่นเกมรับ ไม่เว้นแม้แต่ ปอล ป็อกบา ตัวสร้างสรรค์เกม พร้อมกับการยืนตำแหน่งที่ค่อนข้างจะกำหนดตายตัวว่าใครจะต้องยืนตรงไหน ห้ามเกินห้ามเปลี่ยนไปจากที่วางไว้

อันเดร เอร์เรร่า จากนักเตะประเภทอาวุธลับ ได้รับมอบหมายให้ตามประกบติดผู้เล่นสำคัญของคู่แข่งในเกมใหญ่ ด้วยความขยันวิ่งของเจ้าตัว และพละกำลังที่แทบจะไม่มีหมด ทำให้ได้รับโอกาสตรงนั้น แต่ส่วนอื่นๆ ที่เขาทำได้ มูรินโญ่ กลับไม่เคยมอง โซลชาแต่งเติมหน้าที่ให้เขากลายเป็นผู้เล่น บ็อกซ์-ทู-บ็อกซ์ คือนอกจากการวิ่งไล่บอลแล้ว ยังอนุญาตให้เขาสามารถเติมเกมรุก สร้างสรรค์การบุก จ่ายบอลขึ้นได้ด้วยตัวเอง

ขณะที่ ป็อกบา ก็ได้รับมอบหมายงานในเกมบุกมากขึ้น เป็นหัวใจหลักอยู่หลังกองหน้า โซลชา รู้ว่านักเตะคนนี้ ชอบแบบไหนอยากจะเล่นอะไร ซึ่งท้ายสุดก็อย่างที่เห็น เขาเล่นได้ดั่งใจและโชว์ฟอร์มได้เปรี้ยงปร้าง ขณะที่ เนมานย่า มาติช ที่ดูเหมือนจะหมดสภาพ แต่เข้าเองก็กลับมาใหม่ สามารถเติมเกมรุกไปช่วยทีมได้ มีการต่อบอลสวยๆ อยู่หลายครั้ง โดยใช้ความเก๋าของตัวเองให้เป็นประโยชน์

ซึ่งแน่นอนว่าต่อให้ใครได้รับอนุญาตเล่นเกมบุกขนาดไหน ก็ต้องไม่ลืมเกมรับ เพียงแต่ในยุคของ โซลชา มันถูกอนุญาตให้เล่นเกมบุกกันมากขึ้นเท่านั้น เพียงแต่ไม่ได้ตั้งรับกันแบบรถบัส แต่พยายามแย่งบอลให้กลับมาได้เร็วที่สุดมากกว่าต่างหาก

2.ผู้เล่นตัวจริงที่ถูกใช้งาน

ตลอด 2 ฤดูกาลครึ่งที่ผ่านมา โชเซ่ มูรินโญ่ ยังไม่สามารถหาผู้เล่นตัวจริง เป็น 11 ผู้เล่นที่ตายตัวได้เลย มีการเปลี่ยนตำแหน่งนู่นนี่นั่นบ่อยครั้ง จะมีคนที่ได้ลงเป็นประจำเพียง โรเมลู ลูกากู กับ ดาบิด เด เคอา เท่านั้นเองที่ได้รับโอกาสอย่างต่อเนื่อง แต่ก็ใช่ว่าจะได้ลงทุกๆ เกม

มาร์คัส แรชฟอร์ด

แต่ในช่วง 10 นัดที่ผ่านมา โซลชา กลับได้ 11 แข้งตัวจริงที่เรามองแล้วรู้เลยว่านี่คือชุดใหญ่ลงสนาม เกมนี้พวกเขาใช้ทีมสำรอง ตัวที่ โซลชา ตัดสินใจเลือกลงเล่นเป็นตัวจริง แล้วได้ผลคือ มาร์คัส แรชฟอร์ด!

อย่างที่เราเห็นกันว่า โซลชา จับเอา แรชฟอร์ด ลงเล่นเป็นหน้าเป้า ด้วยความมั่นใจว่าเขาจะทำผลงานได้ดี และเจ้าตัวก็ไม่ทำให้ผิดหวัง หลังจากที่ส่วนใหญ่จะต้องตกเป็นสำรองอยู่บ่อยครั้ง แต่กลับกลายมาเป็นตัวพังประตูให้กับทีมอย่างในนัดล่าสุด

ส่วนกองกลาง 3 คนก็ประสานงานกันได้อย่างลงตัว มาติช, เอร์เรร่า และ ป็อกบา ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรให้มันมากมาย และแนวรุกที่นอกจาก แรชฟอร์ด แล้ว โซลชาก็ยังใช้ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล กับ เจสซี่ ลินการ์ด เป็น 4 ผู้เล่นแนวรุกรุ่นใหม่ ที่ประสานงานกันอย่างลงตัว

3. ความมั่นใจ

ทีมปีศาจแดง

ถ้ายังจำกันได้ สมัยที่ มูรินโญ่ เป็นกุนซือ ป็อกบา เคยออกมาพูดกึ่งๆ จิกกัดกุนซือของตัวเอง ว่าตัวเขาเองก็ไม่พอใจนักที่ทีมมักจะเล่นเกมรับ ทั้งๆ ที่ตัวเองเล่นในบ้านแท้ๆ แต่กลับไม่บุกเพื่อแฟนบอล ทำให้เกิดประเด็นมากมายหลังจากนั้น

แต่ในยุคของ โซลชา นี่กลับเปลี่ยนไป นักเตะแต่ละคนกลับออกมาบอกว่าพวกเขามีความสุขขนาดไหนกับการเล่นฟุตบอลได้อย่างอิสระในการเปิดเกมรุก และมันก็ส่งผลไปถึงการเล่นบนสนามอย่างเห็นได้ชัด

การจัดการของ โซลชา ไม่ว่าจะเป็นการใกล้ชิดกับนักเตะตัวเอง การติวเข้มแบบตัวต่อตัว

การพาลูกทีมไปซ้อมพิเศษกันที่ดูไบ ด้วยบรรยากาศที่ไม่ตึงเครียดเกินไป มันทำให้นอกจากนักเตะแฮปปี้แล้ว ยังทำให้พวกเขาเล่นกันด้วยความมั่นใจอีกด้วย

ในเกมที่ เวมบลี่ย์ มันแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขากล้าที่จะทำเกมใส่ กล้าที่จะดวลกับคู่แข่ง แม้ว่าครึ่งหลังพวกเขาจะถูกพับสนามบุกและต้องอาศัยความยอดเยี่ยมของ เด เคอา ในบางครั้ง แต่ส่วนใหญ่ก็จะติดบล็อกพวกเขาทั้งนั้น

ซึ่งพลพรรค “ปีศาจแดง” เองก็ไม่ได้มีความเกรงกลัวที่จะดวลกับนักเตะอย่าง ซน เฮืองมิน หรือ แฮร์รี่ เคน เลย


4.การพบปะสื่อมวลชน

ทีมฟุตบอล ปีศาจแดง

อย่างที่เราเห็นกันเป็นประจำว่า โชเซ่ มูรินโญ่ มักจะสร้างสีสันให้กับห้องแถลงข่าวในทุกๆ วันศุกร์ก่อนแมตช์เดย์วันเสาร์อย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นอะไรต่างๆ ทั้งเรื่องเกี่ยวกับตัวเองและผู้อื่น และแน่นอน ประเด็นหลังเกมแม้ว่าทีมจะแพ้หรือชนะ ซึ่งนั่นมันก็เป็นอะไรที่เข้าทางบรรดาพวกนักข่าวที่อยากให้มันเป็นประเด็นฮือฮาในการพาดหัวหนังสือพิมพ์ของตัวเอง

สุดท้าย สิ่งที่ มูรินโญ่ ทำมันก็มาส่งผลเสียภายในทีมของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความมั่นใจของนักเตะ, ความสัมพันธ์ของเขากับบุคลากรในทีม และความน่าเชื่อถือของตัวเองก็พลอยหายไปด้วย

แต่เรื่องทั้งหมด ไม่เกิดขึ้นเลยในยุค โซลชา แม้จะมีประเด็นที่พอจะทำให้นักข่าวเขียนเรื่องราว ไม่ว่าจะเป็นความผิดพลาดของ อันเดรส เปเรยร่า ในเกมที่เสมอกับ เบิร์นลี่ย์ ในบ้านตัวเอง หรือจะเป็นการกลับมารายงานตัวช้าของ มาร์กซิยาล เจ้าตัวก็ไม่ได้พูดถึงในแง่ลบเลย

ในขณะที่ อเล็กซิส ซานเชซ ถูกวิพากษ์วิจารณ์เล็กน้อยกับฟอร์มการเล่น ในเกมที่ทีมบุกชนะ เลสเตอร์ แต่ด้านกุนซือชาวนอร์เวย์ ก็ไม่ได้ตำหนิติเตียนอะไรหลังจากนั้น

5.การทำงานร่วมกันของเหล่าสตาฟฟ์

เคียแรน แม็คเคนน่า และ ไมเคิ่ล คาร์ริค

ถ้ายังจำกันได้ เคียแรน แม็คเคนน่า และ ไมเคิ่ล คาร์ริค ก้าวขึ้นมาเป็นสตาฟฟ์โค้ชให้กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูกาลแล้ว แต่มันดูเหมือนเป็นเด็กมานั่งจดแลคเชอร์ของ มูรินโญ่ หรือเป็นเหมือนเลขาส่วนตัวให้กับกุนซือชาวโปรตุกีสแบบนั้นเลย เพราะทั้งคู่แทบไม่ได้ทำอะไรนอกจากนั่งประกบ และรับฟังการบ่นจาก มูรินโญ่ เท่านั้น

แต่ในตอนนี้ เราจะสังเกตได้ว่าทั้ง 2 คนต่างได้รับบทบาทหน้าที่กันมากขึ้น ให้สมกับเป็นสตาฟฟ์โค้ช บนสนามทั้ง 2 คนรวมถึง ไมค์ ฟีแลน กับ มาร์ค เดมพ์ซี่ย์ ต่างได้แสดงความสามารถในการคุมทีมออกมา ทั้งการผลัดกันมาสั่งการข้างสนาม การเข้าติวฉุกเฉิน รวมถึงการเบรนสตรอม หรือการรวมหัวกันปรึกษากันเองอยู่ตลอดเวลา

แม็คเคนน่า และ คาร์ริค เป็นทีมงานรุ่นใหม่ของทีม ขณะที่เขาเองก็ไม่ลืมที่จะเรียกสตาฟฟ์ประสบการณ์สูงอย่าง ฟีแลน รวมถึง เดมพ์ซี่ย์ ผู้ช่วยคู่บุญที่เขานำไปด้วยตั้งแต่อยู่กับ โมลด์ และ คาร์ดิฟฟ์ และในครั้งนี้เขาก็ยังนำมาร่วมงานกันด้วย และภารกิจที่ โซลชา บินด่วนไปดู ปารีส แซงต์-แชร์กแมง เตะหลังแมตช์ของทีมจบ เขาก็ไม่พลาดที่จะนำ ฟีแลน กับ เดมพ์ซี่ย์ ไปด้วย

สิ่งที่น่าสนใจคือ โซลชา สามารถนำคนทั้ง 4 คน ซึ่งต่างวัยและต่างประสบการณ์ มาอยู่รวมกันได้อย่างลงตัว และการที่หลายๆ คนมาสุมหัวกันด้วยแนวคิดที่ต่างกัน มันก็เป็นการช่วยกันทำงานไปโดยปริยาย

นี่เป็นปัจจัยหลักๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงนับตั้งแต่ โซลชา เข้ามาเป็นนายใหญ่ชั่วคราวใน โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด โดยเป็นสิ่งที่เราเห็นกันได้ชัดเจนที่สุด ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงนอกเหนือจากนี้ เรื่องรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ก็มีเช่นกัน เรื่องราวต่างๆ มันหล่อหลอมให้ แมนฯ ยูไนเต็ด เปลี่ยนไปในทิศทางที่ดี

ซึ่งต้องมาดูกันว่าเรื่องราวดีๆ แบบนี้มันจะอยู่กับทีมไปจนจบฤดูกาลได้หรือไม่

Tags
Back to top button
Close