พรีเมียร์ลีก อังกฤษเชลซี

7 วันอันตรายของ กุนซือ เมาริซิโอ ซาร์รี่ หลังพาสิงห์พ่ายเละ ลุ้นจะอยู่หรือไป

ความพ่ายแพ้ต่อ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 6-0 ที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม เมื่อคืน 10 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ทำให้ กุนซือ เมาริซิโอ ซาร์รี่ สร้างสถิติใหม่ของ เชลซี ขึ้นอีกครั้ง นั่นคือการปราชัยที่ยับเยินที่สุดในประวัติศาสตร์ พรีเมียร์ลีก ของสโมสร มันก็มีบ้างบางวันที่ไม่ชนะ โดยเฉพาะเมื่อเจอแชมป์เก่าที่เป็นทีมมหาอำนาจ แต่โดนถล่มเละมันผิดปกติเกินไป

กุนซือ เมาริซิโอ ซาร์รี่

ซาร์รี่ เดินมาในห้องแถลงข่าวพร้อมกับล่ามแปลภาษา เขามีความในใจอยู่อย่างแน่นอน เพราะที่ข้างสนามสีหน้าของเขาผิดหวัง ไม่ต่างจากแฟนๆ ทุกคน เหมือนโดนโยนลงปากเหวทั้งที่สัปดาห์ก่อนพวกเขามีช่วงเวลาอันยอดเยี่ยมอยู่ดีๆ ดังนั้นเขาจึงตอบได้เพียงแค่ว่า ทีมในวันนี้เต็มไปด้วยข้อผิดพลาด

เขาตอบคำถามหลายข้อรวมถึงคำถามเกี่ยวกับอนาคตของตัวเอง เขายอมรับว่าอาชีพของเขาเสี่ยงภัยอยู่เสมอ จะโดนไล่ออกตอนไหนก็ไม่รู้ แต่สำหรับฟอร์มอันย่ำแย่ ผู้บริหารจะเอาเขาอยู่หรือไล่ไป ก็ต้องไปถามสโมสรเอง เขาตอบไม่ได้ แต่มันก็มีบางสิ่งที่เขายังพอทำได้

จานฟรังโก้ โซล่า

 กุนซือ เมาริซิโอ ซาร์รี่ กับ อนาคตในอีก 1 วันต่อจากนี้

ยืดหยุ่น

หนึ่งในเรื่องที่แฟนๆ หงุดหงิดหัวใจกับการจัดตัวผู้เล่นลงสนาม ไม่ว่าจะแพ้ อาร์เซน่อล หรือถล่มชนะ ฮัดเดอร์สฟิลด์ พวกเขาไม่ได้เปลี่ยนอะไรไปมากมายในทางแท็คติก ซาร์รี่ บอลมีพิมพ์เขียวชิ้นเดียว และดูเหมือนจะไม่มีสำเนาสำรอง สิ่งที่ยังน่าประหลาดใจมากที่สุดก็คือตำแหน่งของ เอ็นโกโล่ ก็องเต้ เขาคือมิดฟิลด์ตัวรับที่ดีที่สุดในโลก ถึงขนาดที่แฟนๆ เคยพูดติดตลกว่า ทีมไหนโดน ก็องเต้ ยิงทีมนั้นซวยสุดๆ

จอร์จินโญ่

แต่ตอนนี้บทบาทของ ก็องเต้ เปลี่ยนไปมาก ปัญหาก็คือ จอร์จินโญ่ ยังสามารถเป็นแกนหลักได้ ไม่ผิดอะไร แต่จะดีกว่าหรือเปล่าถ้า ก็องเต้ คอยช่วยอีกแรง แม้นโยบายเกมบุกจะทำให้ เชลซี ดูเหมือนทีมขี้ขลาด ถ้ายังใช้กองกลางตัวกลางอีก 2 ตัว รวมกับกองหลังทั้งสี่ ก็เหลือคนทำเกมรุกอยู่ไม่เท่าไร แต่อย่าลืมว่า เอาเข้าจริง ทั้งคู่ก็ทำอะไรได้มากกว่านั้น ถ้า จอร์จินโญ่ จะเลิกเป็นอาแปะ และพัฒนาอีกนิด

ซาร์รี่ มีสไตล์การทำทีมแบบเอ็นเตอร์เทน ทุกคนรู้ดี เห็นตัวอย่างที่ชัดเจนมาแล้วจาก นาโปลี แต่เขาขาดความยืดหยุ่น เขาสมควรได้รับโอกาส ถ้าจะยอมปรับอะไรนิดหน่อย

ระเบิด “ซาร์รี่ บอล”

จุดเล็กๆ ขนาดประมาณ 1 ซม.ในหัวใจของ ซาร์รี่ มีความเชื่อมั่นในสไตล์ที่เขาทำมาตลอด แม้มันได้แค่เกือบจะประสบความสำเร็จที่ นาโปลี แต่เขาก็เดินหน้ากับสิ่งนั้น ถ้า เป๊ป กวาร์ดิโอล่า มี “ติกี้ตาก้า” เขาก็มี “ซาร์รี่ บอล” การเจอกันระหว่างทั้งคู่ในบิ๊กแมตช์ซีซั่นนี้จะเรียกว่าเสมอกันก็ไม่ชัดเจนนัก เอาเป็นว่าบ้านใครบ้านมัน แต่ ซาร์รี่ เจ็บตัวมากกว่า ไม่ใช่แค่พูดว่า วันนี้ไม่ใช่วันของเรา

ซาร์รี่ เคยเจอกับ กวาร์ดิโอล่า

จุดหนึ่งในดวงใจเขายังรั้นกับส่วนหนึ่งของสมองที่บอกว่า เป๊ป จะอยู่ที่ไหนก็ทำทีมสไตล์เดิม เขาก็ทำได้ด้วยสไตล์เดิม เพียงแต่ความชัดเจนของความมุ่งมั่น การผ่านบอลด้วยความมั่นใจ เดินหน้าบ้าบิ่น กดดันคู่แข่ง เกมรุกดุดัน หลังลอยแล้วไง ครองบอลไว้ก็พอ ทั้งคู่มีความเหมือนในความแตกต่าง เพียงแค่ลูกทีมของ ซาร์รี่ จับต้นชนปลายไม่ค่อยถูก งงงวย ไม่มุ่งมั่น

ปัญหาที่ ซาร์รี่ ต้องแก้คือเค้นพลังออกมาให้ได้ ให้ “ซาร์รี่ บอล” ได้จุดระเบิดอย่างแท้จริง หวังว่าแฟนๆ เชลซี คงไม่โกรธถ้าบอกว่า เป๊ป ใช้เวลาปรับทีมเต็มฤดูกาล ตอนที่ อันโตนิโอ คอนเต้ มาพา เชลซี เป็นแชมป์ พรีเมียร์ลีก ดังนั้นขอเวลาสัก 1 ปีให้ ซาร์รี่ ไหวมั้ย?

ทำกับ อาซาร์ เหมือนที่เคยทำกับ ฮัมซิค

อาซาร์

เอแด็น อาซาร์ สารภาพแบบหมดเปลือกว่า โชเซ่ มูรินโญ่ และ อันโตนิโอ คอนเต้ รวมถึง ซาร์รี่ ด้วย ทุกคนขอร้องให้เขายิงประตูจำนวนมาก ฤดูกาลละ 40-50 ประตู เขาไม่สัญญา แต่จะพยายาม เพราะเขาดันรู้สึกว่า ชอบส่งบอลให้เพื่อนทำประตู ฟุตบอลมันเล่นกันเป็นทีม เขาช่วยทีมในแบบที่เขาถนัด ไม่ได้หรอกเหรอ?

อันที่จริง อาซาร์ ไม่ได้พูดอย่างนี้เป็นครั้งแรก เขารู้ว่าทุกคนคาดหวังสูงในตัวเขา เขาอยากจะทำให้ แต่มันก็ขัดแย้งกับสิ่งที่ใจเขาอยากทำ และทำได้ดีที่สุด และความย้อนแย้งเล็กๆ ในเมื่อมีกองหน้า ทั้ง กอนซาโล่ อิกัวอิน และ โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ มันก็คงไม่จำเป็นที่จะต้องบังคับให้เขายิงอย่างบ้าคลั่ง แต่กลับมาเป็น อาซาร์ ที่อยากเป็น เหมือนอย่างที่ ซาร์รี่ ให้อิสระกับ มาเร็ค ฮัมซิก

ฮัมซิก

ถ้า ฮัมซิก เป็นพระเจ้ายุคโมเดิร์นของ นาโปลี… อาซาร์ ก็เป็นขวัญใจเบอร์แรกสำหรับแฟนๆ มีอภิสิทธิ์เล็กน้อย หากเอาสถิติมาวาง ใน 3 ฤดูกาลที่ ซาร์รี่ ทำทีม ฮัมซิก ยิงได้ 30 ประตูรวมทุกรายการ เฉลี่ย 10 ประตูต่อซีซั่น ถือว่าไม่มาก ที่หนักแน่นคือการเป็นศูนย์กลางของทีม และการจ่ายบอล ผ่านบอล ถ้า ซาร์รี่ เข้าใจว่า อาซาร์ ก็เหมือน ฮัมซิค เราคงไม่ได้ยินคำสารภาพข้างต้นที่สร้างความอึดอัดให้นักเตะแบบนั้น

เหตุผลที่ 7 วันต่อจากนี้เป็นอันตราย ก็เพราะการทุบสถิติที่แย่ที่สุดของสโมสรเป็นครั้งที่ 2 ในรอบเดือนไม่ดีกับใครทั้งนั้น และน่าจะต้องมีคนรับผิดชอบ อันที่จริงอาจจะไม่เกิน 3 วัน แต่อย่างที่เข้าใจว่า ซาร์รี่ ยังควรได้โอกาส และเกมสำคัญกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ใน เอฟเอ คัพ ก็เฝ้ารอพวกเขาอยู่ หากเขาสามารถใช้เวลา 7 วันพลิกทีม และเอาชนะทีมที่กำลังมาแรงสุดๆ ประจำปี 2019 ไปได้ นี่อาจเป็นอีกจุดพลิกผันสำหรับ เชลซี ในซีซั่นนี้เลยทีเดียว

Tags
Back to top button
Close