ท็อตแนม ฮ็อทสเปอร์บอร์นมัธพรีเมียร์ลีก อังกฤษลิเวอร์พูล

เจมี่ เร้ดแน็ปป์ เส้นทางฟุตบอลกว่าจะมาเป็น สไปซ์ บอย

เจมี่ เร้ดแน็ปป์ รุ่นพี่ใหญ่ในกลุ่ม สไปซ์ บอย วงการนี้ได้ชื่อมาอย่างไง

หากย้อนกลับไปในช่วงปี 1996 ซึ่งเราต่างก็รับรู้กันดีว่าในปีดังกล่าว หงส์แดง ลิเวอร์พูล สร้างผลงานในเกมฟุตบอลถ้วยเอฟเอ คัพ ได้อย่างโดดเด่น จนสามารถทะลุไปไกลจนถึงรอบชิงชนะเลิศได้ และคู่แข่งในรอบชิงที่เวมบลีย์ ก็ไม่ใช่ใครที่ใหน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ทีมคู่แค้นตลอดปีตลอดชาติของเหล่า เดอะ ค็อป นั่นเอง

แม้ผลการแข่งของเกมในวันนั้น จะเป็น หงส์แดง ที่ต้องผิดหวัง ทว่าสิ่งที่โดดเด่นมากที่สุดตั้งแต่ก่อนเกมจะเริ่ม ย่อมหนีไม่พ้นชายที่ชื่อ เจมี่ เร้ดแน็ปป์ แต่อย่างที่บอกว่าแมตช์นั้น ทีมสีแดงจากเมอร์ซี่ไซด์ เป็นฝ่ายพ่ายแพ้ สิ่งที่โดดเด่นก็ย่อมไม่ใช่เรื่องราวในสนาม หากแต่เป็นเรื่องของการแต่งองค์ทรงเครื่องของนักเตะ ประดับใบหน้าด้วยแว่นกันแดดขอบสีทองอร่าม กับทรงผมตามสมัยนิยมที่โคตรเท่ ยิ่งกับตัว เจมี่ เร้ดแน็ปป์ ด้วยนั้น มันยิ่งขับให้เขาดูแพงมากๆเพราะปกติหน้าตาของเขาก็หล่อเข้าขั้นกระชากใจสาวอยู่แล้วด้วย แต่นั่นแหละ มันกลายเป็นจุดประเด็นใหญ่ที่เมื่อบอลแพ้ สื่อทุกสำนักต่างก็นำความฉูดฉาดบาดใจในเรื่อง ของการแต่งตัวที่ดูเหมือนเกินพอดี มาเป็นเป้าโจมตีและเป็นที่มาของคำว่า “สไปซ์ บอย” นั่นเอง

เจมี่ เร้ดแน็ปป์ พี่ใหญ่ในกลุ่ม สไปซ์ บอย

เจมี่ เร้ดแน็ปป์ เปรียบเสมือนพี่ใหญ่ของกลุ่ม สไปซ์ บอย ด้วยวัยวุฒิและภาวะผู้นำที่เขามีในตัวซึ่งตัวเขาเองนั้นก็ไม่เคยปฏิเสธว่าเกลียดไอ้ฉายาบ้าบอนี้ที่สื่อบรรจงตีตราให้เขาเป็นอย่างมากเพราะเขามั่นใจว่า มันไม่ใช่เรื่องจริงด้วยซ้ำ แต่เหตุผลที่ เจมี่ เร้ดแน็ปป์ ถูกสื่อแต่งตั้งให้เป็นหัวหน้าแก๊ง นั่นก็มาจากการที่เขามีหัวเรื่องแฟชั่น และมีสปอนเซอร์หลายเจ้าแห่กันเข้ามาซื้อพื้นที่ในตัวของเขา อีกทั้งที่มันยิ่งขับเน้นมากที่สุดย่อมหนีไม่พ้นการที่ เจมี่ แต่งงานกับ หลุยส์ เนอร์ดิ้ง ศิลปินระดับป้อปสตาร์ นั่นเอง

แม้กระทั่งว่าครั้งหนึ่งที่สื่อทำสกู๊ปสัมภาษณ์นักเตะของลิเวอร์พูลคนหนึ่งในเรื่องการเป็นหนึ่งในสไปซ์บอย ก็ยังอุตส่าห์มีการแปะรูป เจมี่ เร้ดแน็ปป์ เอาไว้ ทั้งๆที่มันไม่มีเนื้อหาใดเกี่ยวข้องกับเขาเลยสักนิดเดียว อย่างที่เห็นว่า มันเป็นชื่อเสียงแง่ลบ ที่ตัวของเขาเองก็ไม่มีความสุขกับมันเลยและหากใครที่ไม่เคยรู้จักเขาจริงๆ จะไม่ทราบเลยว่า ในส่วนลึกของ เจมี่ เร้ดแน็ปป์ นั้นเป็นคนที่มีความจริงจังอย่างมากกับการพัฒนาฝีเท้าตนเอง และถือว่าเป็นคนที่มีความเป็นมืออาชีพอย่างมากตลอดเส้นทางการเป็นนักฟุตบอล

เจมี่ เร้ดแน็ปป์ พี่ใหญ่ในกลุ่ม สไปซ์ บอย

ย้อนไปตอนอายุ 17 ปี เจมี่ เร้ดแน็ปป์ ย้ายจาก บอร์นมัธ มาร่วมทีมลิเวอร์พูล ในปี 1991 ด้วยค่าตัวที่มากมายถึง 350,000 ปอนด์ และว่ากันตามจริงแล้วนั้น เคนนี่ ดัลกลิช คือคนที่อยากได้ตัวเขามากๆ มาตั้งแต่ปีก่อนหน้านั้นแล้ว แต่ตัว เจมี่ รู้สึกว่าเขายังเด็กไม่พร้อมที่จะย้ายทีม จึงขอเก็บเกี่ยวประสบการณ์เพิ่มไปก่อน แต่พอย้ายมาแอนฟิลด์ เจมี่ เร้ดแน็ปป์ ก็ได้ร่วมงานกับ ดัลกลิช แค่เดือนเดียวเท่านั้น เพราะ ดัลกลิช ดันชิงลาออกจากตำแหน่งไปซะก่อน โดยคนที่เข้ามาแทนคือ แกรม ซูเนสส์ ที่ส่งเจ้าหนู เจมี่ เร้ดแน็ปป์ ลงสนามไปทำประตูแรกในนามทีมชุดใหญ่ ที่สนามของเซาท์แฮมตัน

ช่วงแรกๆนั้น เร้ดแน็ปป์ ต้องอยู่ในฐานะตัวสำรองเป็นส่วนใหญ่จนกระทั่งในปี 1993-1994 เขาก็ได้รับโอกาสให้ขึ้นมาเป็นตัวจริงแบบเต็มตัว ทั้งๆที่วัยยังไม่ถึง 20 ปี จากตรงนั้นจะเห็นได้ชัดเลยว่าเขามีพรสวรรค์ในการเล่นอย่างมาก จนแกรม ซูเนสส์ ยังต้องส่งเป็นตัวจริง แม้อายุจะยังน้อยก็ตามที ฤดูกาล 1994-1995

เจมี่ เร้ดแน็ปป์ ลงสนามรวมทุกรายการไปมากถึง 55 เกม กับผลงานยิงหกประตู จนเป็นส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์ลีก คัพ มาครองในตอนนั้นเขามีผลงานที่ยอดเยี่ยม โดดเด่นแบบสุดๆความยอดเยี่ยม ทำให้หลายฝ่ายต่างตั้งความหวังกับ เจมี่ ไว้อย่างมากว่าจะก้าวขึ้นมาแบกภาระเป็นผู้นำในทีม และเป็นอนาคตที่สดใสของ เดอะ ค็อป ได้ ทว่าตัวเลข 55 เกม ในซีซั่นนั้น มันกลายเป็นการลงสนามที่มากที่สุดต่อหนึ่งฤดูกาลของเขา ตลอดช่วงเวลาทั้งหมดที่รับใช้ทีม เพราะจากวันนั้นมา เขาก็ไม่เคยลงเล่นใกล้เคียงจำนวนดังกล่าวอีกเลย นั่นก็เพราะอาการบาดเจ็บที่เริ่มเข้ามาถามหา ทำให้โอกาสลงสนามโดนลดทอนลงแต่ในปี 1998-1999

เจมี่ เร้ดแน็ปป์ ก็ถือว่ามีช่วงเวลาที่ดี จากการลงเล่นมากถึง 40 เกม ที่บอกว่าดีที่สุดก็เป็นเพราะนอกจากจะได้ลงเล่นเยอะแล้วนั้น มันยังเป็นปีที่เขาเป็นดั่งพี่ใหญ่ที่คอยถ่ายทอดวิชาให้กับรุ่นน้องในทีมได้เก็บเกี่ยวทั้งๆที่ในเวลานั้นตัวเขาเองก็ใช่ว่าจะอายุเยอะมากมายอะไร เพราะเพิ่งผ่านวัยเบญจเพศมาหมาดๆ

เจมี่ เร้ดแน็ปป์

เชื่อหรือไม่ว่า เจมี่ เร้ดแน็ปป์ คนนี้นี่แหละครับ ที่คอยประสาทวิชาแทบทุกอย่างให้กับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ทั้งการเล่นในสนามและการวางตัวนอกสนาม ในเวลานั้น เชราร์ อุลลิเย่ ได้เรียก เจอร์ราร์ด วัย 18 ปี และบอกกับเขาว่า”คอยดูและเรียนรู้จาก เจมี่ ให้เยอะๆ ดูว่าเขาซ้อมแบบใหน วางตัวยังไง แม้กระทั่งกินข้าวยังไง นายต้องดูชายคนนี้ให้ละเอียดในทุกอย่าง” ที่เป็นเช่นนั้นนะครับ มันก็เพราะ อุลลิเย่ มองเห็นความเป็นมืออาชีพจากตัว เจมี่ เร้ดแน็ปป์และมองว่าชายคนนี้จะเป็นแบบอย่างที่ดีมากๆในการเรียนรู้ของ เจอร์ราร์ด นั่นเอง และก็เป็นอย่างที่ อุลลิเย่ คิดเอาไว้นั่นแหละครับ เพราะ เร้ดแน็ปป์ ก้ยินดีอย่างมากในการทำตัวให้น้องๆได้ศึกษาเรียนรู้ ซึ่งนอกจาก เจอร์ราร์ด ที่ให้ความเคารพเขาแล้วนั้น อีกคนก็เห็นจะเป็น ไมเคิ่ล โอเว่น ที่ได้ประโยชน์เยอะมากๆจากการเฝ้าดู เจมี่

แม้จะไม่ค่อยได้ลงสนามมากมายอะไร แต่ เร้ดแน็ปป์ ยังคงมีอิทธิพลต่อทุกคนในทีมและในยามลงซ้อม รุ่นน้องก็จะตื่นเต้นเสมอที่ได้เล่นร่วมกับเขา เรื่องนี้นะครับ สตีเว่น เจอร์ราร์ด กล่าวถึงเอาไว้ว่า “ผมเหมือนราชาเลยนะ เวลาได้เห็นชื่อผมอยู่ในทีมเดียวกับ เจมี่ เขาจะคอยบอก คอยสอน อธิบายสิ่งต่างในสนาม รวมถึงสอนเรื่องการยืนตำแหน่งที่ดี เจมี่ เหมือนอาจารย์และตัวผมก็เหมือนลูกศิษย์ที่ค่อยซับความรู้จากเขา”

เจมี่ เร้ดแน็ปป์ ผลงานที่ดีที่สุดของเขาคืออะไร

สิ่งหนึ่งที่โดดเด่นอย่างมากสำหรับ เร้ดแน็ปป์ ในเรื่องการเล่นฟุตบอล นั่นคือการที่เขาเป็นมิดฟิลด์ที่เก่งฉกาจในการหาพื้นที่ว่าง และไม่ค่อยจะมีอาการหวาดกลัวหรือลุกลี้ลุกลนให้เห็น ความสัมพันธ์ระหว่าง เจมี่ เร้ดแน็ปป์ และ เด็กหนุ่มอย่าง เจอร์ราร์ด ที่เพิ่งขึ้นชั้นมาอยู่ชุดใหญ่ เป็นเรื่องที่ชัดเจนมากเพราะตัว เจอร์ราร์ด ก้มีหน้าที่คอยขัดรองเท้าให้กับ เจมี่ ซึ่งครั้งหนึ่งที่ สตีวี่ จี ไม่มีวันลืมก้คือการที่ เร้ดแน็ปป์มอบรองเท้าของตนเองให้กับเขา

นอกจาก เจอร์ราร์ด และ โอเว่น ยังมี เจมี่ คาร์ราเกอร์ อีกหนึ่งคนที่เติบโตมากับการเรียนรู้จากรุ่นพี่ที่ชื่อ เร้ดแน็ปป์ โดย คาร์ร่า กล่าวว่า “ผมกล้าพูดได้เลยว่า คนที่มีความเป็นมืออาชีพมากที่สุดในทีมคือ เจมี่ เร้ดแน็ปป์และมันเป็นสิ่งตรงกันข้ามกับที่สื่อพยายามใส่ร้ายเขาทุกวัน” จากความเคารพที่เพื่อนร่วมทีมมีให้ จึงไม่แปลกที่ เชราร์ อุลลิเย่ จะมอบความไว้วางใจ ให้ เร้ดแน็ปป์ สวมปลอกแขนกัปตันทีมในช่วงยุค 2000

เจมี่ เร้ดแน็ปป์

เร้ดแน็ปป์ เจอปัญหาอะไรรุมเร้าทำให้ไม่ได้ลงสนาม

แต่ก็อย่างที่ทราบนั่นแหละครับว่า ตัว เร้ดแน็ปป์ สนิทกับโรงพยาบาลมากกว่าสนามหญ้า ด้วยอาการบาดเจ็บที่มันรุมเร้า แฟนบอลจึงไม่ค่อยได้เห็นเขาลงเล่นมากเท่าที่ควรจะเป็นโดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการเจ็บที่หัวเข่าที่เรื้อรังจนแทบจะเรียกว่าปล้นอาชีพนักฟุตบอลไปจากเขาเลยก็ว่าได้ กระนั้นก็ดี ในปีที่ลิเวอร์พูล คว้าสามแชมป์บอลถ้วยในปี 2001 แม้ เจมี่ เร้ดแน็ปป์ จะไม่ได้ลงสนามสักเกมเดียว แต่เพื่อนๆทุกคนในทีมก็แสดงความนับถือในตัวเขาด้วยการมอบปลอกแขนกัปตันทีมให้เขาดเดินขึ้นไปชูถ้วยแชมปืทุกรายการที่คว้ามาครองได้

สุดท้ายเขาก็ปิดฉากช่วงเวลาที่ลิเวอร์พูลในปี 2002 และย้ายไปอยู่กับ สเปอร์ส โดยทิ้งสถิติลงเล่นตลอด 11 ปีในเสื้อหงส์แดงไว้ที่ 308 เกม กับ 41 ประตูแม้จะไม่ค่อยได้ลงเล่น แต่ต้องบอกเลยครับว่าใครที่เกิดทันดู เจมี่ เร้ดแน็ปป์ ลงบัญชาการเกมในแดนกลางนั้น ถือว่าเป็นคนที่โชคดีมากๆ เพราะมันยากมากที่จะหานักเตะที่มีความสามารถในการคุมจังหวะเกมการเล่นของทีม ด้วยความเฉลียวฉลาดและสง่างามอย่างชายคนนี้

สุดท้ายนี้ เชื่อหรือไม่ครับว่า นักเตะระดับตำนานสโมสรอย่าง เจมี่ เร้ดแน็ปป์ นั้นไม่เคยได้รับเกียรติให้มี เทสติโมเนี่ยล แมตช์ เป็นของคนเองเลยสักครั้งแต่เหตุผลที่เป็นเช่นนั้น อาจจะทำให้คุณหลงรักชายคนนี้มากขึ้นไปอีก เพราะเขาบอกว่า “ผมคิดว่าผมไม่ได้สร้างผลงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอันมากพอเลนสักนิดและเชื่อเถอะว่าผมไม่คู่ควรหรอกกับการมีเทสติโมเนี่ยล แมตช์ อะไรแบบนั้น” นี่แหละครับ ชายที่ชื่อ เจมี่ เร้ดแน็ปป์

Back to top button
Close